เลือดมังกร กระทิง

  • May 22, 2015 at 12:21 pm


เลือดมังกร : กระทิง เรื่องย่อ ละคร ช่อง 3



เลือดมังกร กระทิง



“บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้องชำระ ความรักต้องอภัย”
“ธาม ธราธร” ลูกชายบุญธรรมของเฉินอี่เสียง เดินทางกลับมาเมืองไทยเพื่อรับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งกระทิง และเพื่อมาดูแลธุรกิจของ “ตั้งเช็งเอี๊ยง” และ “หลิวเจียหลิน” พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด รวมทั้ง น้องชายฝาแฝด “ชลธี” ซึ่งทั้งหมดถูกยิงและเผาให้ตายทั้งเป็นเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เขาจึงไม่ได้กลับมาเพื่อสานต่อธุรกิจครอบครัวอย่างเดียว แต่เพื่อจุดประสงค์หลักคือลากตัวคนผิด ซึ่งก็คือเสี่ยเล้ง มาขอขมาและสารภาพบาปต่อหน้าสุสานของครอบครัวตระกูลเช็ง

“ย่าหยา หรือ เพ็ญนภา”เดินทางจากเซี่ยงไฮ้มาด้วยจุดประสงค์เดียวกับธาม เธอกลับมาเพื่อเอาคืนเล้งที่ฆ่าพ่อ“สมชาย” ของเธอซึ่งเป็นอดีตมือขวาของเขาตาย และเธอเองก็แทบเอาชีวิตไม่รอด

ธามและย่าหยามาเจอกันที่สนามบิน ทั้งคู่ต่างคุ้นหน้ากันมาก ธามทักย่าหยาว่า “จันทร์ชมพู” ย่าหยาปฏิเสธว่าเธอไม่ได้ชื่อจันทร์ชมพู แล้วให้ธามขอโทษเธอที่ทักผิดคน ธามจูบย่าหยาแล้วเอ่ยปากขอโทษว่า จูบผิดคนแทน ย่าหยามาหาซินแสง้วง ละล่ำละลักบอกซินแสว่าเธอเจอชลธีที่สนามบิน ซินแสดับฝันย่าหยาโดยบอกว่าคนที่ย่าหยาเจอคือ ธาม พี่ชายฝาแฝดของชลธี ส่วนชลธีตายไปนานแล้ว ย่าหยาเจ็บปวดได้แต่หลอกตัวเองว่าพี่ธีของเธอยังมีชีวิตอยู่ พ้งพ่อบุญธรรมของย่าหยาเช่าโรงแรมเป็นที่พักไว้ให้ หญิงสาวมาสมัครงานที่ภัตตาคารฉั่วเทียนเหลา โดยได้รับความช่วยเหลือจากหยกมณีที่ช่วยฝาก สุ่ย เจ้าของภัตตาคารในตำแหน่งพนักงานเสิร์ฟให้

ย่าหยามาทำงานที่นี่เพราะต้องการพบตัวเล้ง พอเล้งเห็นหน้าย่าหยาก็ตกใจเพราะย่าหยาหน้าเหมือนจันทร์ชมพูไม่ผิดเพี้ยน ทั้งธามและเล้งต่างก็สืบหาปูมหลังย่าหยา เนื่องจากทั้งคู่ต่างสงสัยว่าย่าหยากับจันทร์ชมพูคือคนคนเดียวกันโดยเฉพาะธามถึงกับตามประกบหญิงสาวแทบจะทุกฝีก้าว

จนกระทั่งธามจับ ฮก / ฮั้ว ลูกสมุนเล้งได้ ถึงได้รู้ความจริงว่า 2 คนนี้ รวมทั้ง เกี๊ยงลูกน้องอีกคนของเล้งหาได้ฆ่าจันทร์ชมพูตายแล้วจริงๆ ในขณะที่ธามเลิกสงสัยย่าหยา เล้งก็เชื่อว่าเขาระแวงไปเอง เขายิงจันทร์ชมพูกับมือ ลูกกระสุนโดนจุดสำคัญ ต่อให้เป็นผู้ชายก็ไม่รอด เล้งเลิกจับผิดย่าหยาแต่หันมาสนใจหญิงสาวเป็นพิเศษเนื่องจากบุคลิก นิสัย รสนิยมของย่าหยาช่างเหมือนหลิวเจียหลิน แม่ธามซึ่งเป็นอดีตรักแรกพบของเล้งทุกกระเบียด โดยที่เล้งไม่รู้เลยว่านั่นคือแผนของย่าหยาที่ทำทุกอย่างเพื่อให้เล้งหลงใหล เธอต้องการใกล้ชิดเล้งเพื่อจะฆ่าเล้งให้สาสมกับความเลวที่เล้งทำไว้กับพ่อ แม่และตัวเธอ เธอซึ่งเมื่อ 7 ปีที่แล้วเคยเป็นคนรักของชลธี เธอที่เล้งหลอกใช้เพราะต้องการรู้ความลับของตระกูลเช็ง เธอที่ชลธีและเล้งเรียกว่า จันทร์ชมพู ใช่!! เธอคือจันทร์ชมพูและเธอยังไม่ตาย!!!!

จากการที่ธามตามประกบย่าหยาทำให้ชายหนุ่มผูกพันกับหญิงสาวโดยไม่รู้ตัว สร้างความไม่พอใจให้กับโบตั๋น ซึ่งเป็นเมียลับๆของธาม ในขณะที่ธามกับเล้งชิงไหวชิงพริบในเรื่องธุรกิจ ทั้งคู่ก็ห้ำหั่นกันเรื่องความรักด้วย ธามไปเปิดร้านทองสาขาย่อยที่ภูเก็ตตัดหน้าเล้ง เขาขอสุ่ยพาย่าหยาไปด้วยเพราะยิ่งเห็นย่าหยาโปรยเสน่ห์ใส่เล้งมากเท่าไหร่ ธามยิ่งไม่ไว้ใจเธอมากเท่านั้น การเดินทางครั้งนี้ทั้งคู่ต้องหนีการไล่ล่าของลูกน้องเล้ง ย่าหยาถูกยิงเพราะช่วยธามธามจึงพาแม่นางไปรักษาตัวที่บ้านพักบนเขากับดูแลเธอย่างดี ทั้งคู่สัญญาจะไม่โกหกกันและจะดูแลกันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน เล้งแค้นใจที่รู้ทีหลังว่าธามพาย่าหยาไปภูเก็ตด้วย เขาวางหมากสุดท้ายด้วยการใช้ให้โบตั๋นซึ่งเป็นหลานของซ้ง

มือขวาเล้งใช้มารยาหญิงหลอกล่อ เฉียง แขนขวาธามให้แตกคอกับธาม เพราะว่าสืบรู้ว่าเฉียงแอบรักโบตั๋นโบตั๋นจำเป็นต้องทำตามคำสั่งเล้งเพราะต้องการช่วยชีวิตซ้ง ซึ่งเล้งขู่ว่าถ้าเธอไม่ร่วมมือ เขาจะปล่อยให้คนของแก๊งหงส์ฆ่าซ้งเพราะไม่เข้าไปช่วยเหลือ แผนสำเร็จตามที่เล้งคาด ธามตัดขาดจากเฉียงและโบตั๋นโบตั๋นมารู้ทีหลังว่าเธอโดนเล้งหลอกเพราะซ้งตายไปนานแล้ว โบตั๋นแค้นใจมากจึงร่วมมือกับเฉียงทำเพื่อคนที่ทั้งคู่รักซึ่งก็คือธามเป็นครั้งสุดท้าย

ความรู้สึกดีๆก่อตัวขึ้นในใจธามกับย่าหยา แต่แล้วทั้งคู่ก็ต้องผิดใจกันอย่างรุนแรงเมื่อธามเห็นย่าหยาจับมือถือแขนกับหลงซึ่งเป็นบอดี้การ์ดหงส์ และย่าหยาก็เห็นธามกอดและแสดงออกว่ารักหงส์ครามครันจนเข้าใจว่าหงส์คือคู่รักของธาม ในขณะที่ธามก็เข้าใจว่าหลงคืออดีตคนรักของย่าหยาที่กลับมารื้อฟื้นความสัมพันธ์กับหญิงสาว คดีเข้าใจผิดบานปลายจนย่าหยาเข้าใจว่าธามจะแต่งงานพร้อมทั้งหงส์ เอ็งจึงประกาศจะหมั้นกับเล้งซึ่งขอเธอแต่งงานก่อนหน้านี้หลายครั้ง นั่นทำให้ธามร้อนเป็นไฟ

ติดตามเรื่องย่อกระทิง

นาโนไฟแนนซ์

  • May 22, 2015 at 3:34 am


รมว.คลังเชื่อศก.ฟื้นตัวดี-ลุยปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์



นาโนไฟแนนซ์


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลงานรอบ 6 เดือน เชื่อเศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น หลังเร่งรัดผลักดันมาตรการกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ – ลุยปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์

นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่างานกระทรวงการคลัง กับด้วย นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และ นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง แถลงผลการดำเนินงานของกระทรวงการคลัง รอบ 6 เดือน ว่า ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาบริหารงานตั้งแต่ 12 กันยายน 2557ภายใต้เศรษฐกิจตกต่ำ การเติบโตเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนแรกติดลบ เกิดจากปัจจัยสำคัญ เช่น ความไม่สงบทางการเมืองในประเทศ และเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ตลอด 6 พระจันทร์ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มุ่งเน้นเร่งรัดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจผ่านนโยบายต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐและเอกชน ทำให้ภาครวมเศรษฐกิจเริ่มคลี่คลายขึ้น และมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน แต่ยังคงเปราะบาง โดย 6 เดือนแรกของปีงบประมาณปี 2558 รัฐบาลมีรายได้ส่งเข้าคลัง 969,950 ล้านบาท รวมขึ้นร้อยละ 3.9 มีภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บจากการบริโภคภายในประเทศขยายตัวได้ดีถึงร้อยละ 6.8 สะท้อนงานบริโภคในประเทศที่ยังคงเติบโตต่อเนื่อง ขณะที่การเบิกจ่ายรัฐบาลมีจำนวน 1,461,719 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.6 ทำให้สามารถอัดฉีดเงินสู่ระบบทะลุการขาดดุลงบประมาณได้ 491,769 ล้านบาท

นายสมหมาย อีกทั้งเปิดเผยถึงความคืบหน้าโครงการปล่อยสินเชื่อ นาโนไฟแนนซ์ ว่า ขณะนี้ได้ออกใบอนุญาตให้กับบริษัทเอกชน 4 ราย ในการปล่อยสินเชื่อ และอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเอกสารอีก 11 ราย ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการปล่อยสินเชื่อได้ภายในไตรมาสนี้ โดยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนผู้มีรายจัดหามาน้อยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนในที่ระบบมากขึ้นและลดสัดส่วนหนี้นอกระบบลง

สำหรับบริษัทที่เข้าร่วมโครงการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ที่ได้รับใบอนุญาตแล้วมีทั้งหมด 4 ราย ประกอบด้วย บริษัทเงินสดทันใจ บริษัทไทยเอซ แคปปิตอล บริษัทแมคคาเล กรุ๊พ และบริษัทสหไพบูลย์ (2558) และอีก 11 ราย อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาเอกสาร


นาโนไฟแนนซ์ทางออกของหนี้นอกระบบ?


ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) คาดว่าภายใน 2 – 3 ปีแรก ยอดสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์น่าจะอยู่ที่ประมาณ 35,000 – 60,000 ล้านบาท โดยแม้ว่านาโนไฟแนนซ์จะเป็นสินเชื่อที่มุ่งเน้นให้ผู้ประกอบอาชีพเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้มากขึ้น แต่ในช่วงแรกคาดว่าความต้องการขอสินเชื่อจะมาจาก 2 กลุ่มใหญ่หลัก คือ 1) กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นหนี้นอกระบบ และ 2) กลุ่มลูกหนี้ที่อยู่ในระบบสถาบันการเงินอยู่แล้วแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ อีไอซีมองว่า มาตรการสินเชื่อทุ่งข้าวโนไฟแนนซ์จะสามารถช่วยบรรเทาปัญหาหนี้นอกระบบได้แต่คงเป็นไปอย่างช้าๆ เนื่องจาก 1) ผู้ประกอบการที่ประสงค์จะเข้ามาประกอบธุรกิจประเด็นใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก 2) ผู้ประกอบการไม่มีความคุ้นเคยกับลูกหนี้เหมือนกับเจ้าหนี้นอกระบบ และ 3) แม้จะมีกระบวนการให้สินเชื่อที่ยืดหยุ่นแต่ผู้ประกอบการยังคงมีความเข้มงวดในการพิจารณาการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกหนี้ใหม่ นาโนไฟแนนซ์เป็นแผนที่มุ่งแก้ปัญหาหนี้นอกระบบซึ่งปัจจุบันมีปริมาณยอดหนี้กว่า 5 ล้านล้านบาท และเป็นภาระหนักของกว่า 8 ล้านครัวเรือนไทย ในปี 2557 จำนวนครัวเรือนในประเทศไทยที่มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่ายมีสูงถึง 8 ล้านครัวเรือนหรือคิดเป็นจำนวนหนึ่งในสามของจำนวนครัวเรือนไทยทั้งหมด 22 ล้านครัวเรือน[1] โดยแต่ละครัวเรือนมีหนี้นอกระบบสูงถึงครัวเรือนละ 600,000 บาท ถึง 1,500,000 บาท หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านบาท ดังนั้น รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ จึงได้พยายามออกมาตรการเข้ามาลุ้นแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2558 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกโครงการโครงการสินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพภายใต้การกำกับ หรือ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากปัญหาหนี้นอกระบบ รวมถึงส่งเสริมการเข้าลุแหล่งเงินทุนและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์นั้น จะมีกระบวนการให้สินเชื่อที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับคุณลักษณะของกลุ่มลูกหนี้ เช่น ผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจใหม่ เป็นต้น โดยผู้ที่ประสงค์จะขอสินเชื่อดังกล่าวสามารถกู้ได้ไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 36 ต่อปี โดยผู้กู้ไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน ส่วนทางด้านผู้ประกอบการที่ประสงค์จะขอใบอนุญาตให้สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์นั้นจะต้องมีคุณสมบัติที่สำคัญคือ มีทุนจดทะเบียนซึ่งชำระแล้วไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท รวมถึงมีอัตราส่วนหนี้สินรวมทั้งสิ้นต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E ratio) ไม่เกิน 7 เท่า (รูปที่ 1) สาเหตุของปัญหาหนี้นอกระบบที่สำคัญคือ การที่ผู้กู้ไม่คำนึงถึงความสามารถของตนในการชำระหนี้ในอัตราดอกเบี้ยที่สูงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดพฤติกรรมการหมุนหนี้ไปเรื่อยๆ จากงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาหนี้นอกระบบในสังคมไทย[2] ประชาชนต้องหันไปพึ่งการกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้นอกระบบด้วยหลายสาเหตุ ทั้งการไม่มีวินัยทางการเงิน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามกระแสบริโภคนิยมจนทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย และยังนำไปสู่พฤติกรรม “การหมุนหนี้” กล่าวคือ เป็นพฤติกรรมที่ผู้กู้มักจะกู้ยืมเพื่อนำเงินจากแหล่งเงินกู้หนึ่งไปใช้คืนแหล่งกู้ยืมอีกแห่งหนึ่งที่เร่งรัดมากกว่า จึงทำให้ผู้กู้มีสภาพความเป็นหนี้ที่รุนแรงมากขึ้น นอกจากนี้ จากมุมมองของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย[3] ปัจจัยที่เป็นรากของพฤติกรรมทางการเงินที่ไม่ถูกต้องได้แก่ 1) ความยากจน ซึ่งทำให้ประชาชนมีความสามารถไม่เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของตนและนำไปสู่การเป็นหนี้ 2) การเติบโตของลัทธิบริโภคนิยม ซึ่งนำไปสู่การใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง และ 3) ขาดความสนใจในการประยุกต์ใช้ความรู้ทางการเงิน ส่งผลให้การส่งเสริมความรู้ทางการเงินไม่ประสบผลสำเร็จ ปัจจัยทั้งสามทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งต้องหันไปพึ่งพิงการก่อหนี้นอกระบบ ซึ่งเป็นการสร้างภาระดอกเบี้ยที่สูงมากแก่ประชาชน สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์น่าจะเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนจากหนี้นอกระบบได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เพราะมีกระบวนการให้สินเชื่อที่จะมีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับคุณลักษณะของกลุ่มลูกหนี้นอกระบบ ที่ผ่านมาหลายๆ รัฐบาลเลือกที่จะใช้สถาบันการเงินของรัฐหรือธนาคารของรัฐเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ (รูปที่ 2) ตัวอย่างเช่น “โครงการธนาคารประชาชน” โดยธนาคารออมสิน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการให้เงินทุนหรือเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ หรือเป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและชำระหนี้อื่นๆ แก่ประชาชน หรือ “โครงการแก้ไขหนี้นอกระบบของเกษตรกรและบุคคลในครัวเรือน” โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ออกมาเพื่อช่วยลดภาระหนี้สินของเกษตรกรอันเกิดจากเหตุจำเป็นที่สุจริต เป็นต้น อย่างไรก็ดีแม้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ จะมีมาตรการเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบในหลายรูปแบบ แต่ก็สามารถช่วยบรรเทาปัญหาได้บ้างเพียงบางส่วน สำหรับมาตรการล่าสุดที่ถูกนำมาใช้ คือ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ซึ่งรัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลต่างมุ่งหวังว่าจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพได้ง่ายขึ้นและบรรเทาปัญหาหนี้นอกระบบได้ตรงจุดมากขึ้น เพราะลักษณะเด่นของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ คือ กระบวนการให้สินเชื่อที่ยืดหยุ่นสอดคล้องกับคุณลักษณะของกลุ่มลูกหนี้นอกระบบ กล่าวคือไม่จำเป็นต้องมีรายได้ประจำ สลิปเงินเดือน หรือเคยเดินบัญชีกับธนาคารมาก่อน ไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน รวมถึงหากผู้กู้เคยติดเครดิตบูโรมาก่อนก็จะพิจารณาผ่อนผันให้ เป็นต้น (รูปที่ 3) อีไอซีมองว่ายอดสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ภายใน 2 – 3 ปีแรก น่าจะอยู่ที่ราว 35,000 – 60,000 ล้านบาท โดยความต้องการขอสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์น่าจะมาจาก 2 กลุ่มหลัก คือ 1) กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นหนี้นอกระบบ และ 2) กลุ่มลูกหนี้ที่อยู่ในระบบสถาบันการเงินอยู่แล้วแต่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ สำหรับกลุ่มแรก กลุ่มลูกหนี้ที่เป็นหนี้นอกระบบ อีไอซีคาดว่าลูกหนี้ในกลุ่มนี้จะเข้ามาอยู่ในโครงการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ประมาณ 0.5% – 1% ของปริมาณหนี้นอกระบบทั้งหมด หรือประมาณ 25,000 – 50,000 ล้านบาท โดยสาเหตุสำคัญที่มองว่าสัดส่วนของหนี้นอกระบบที่จะเข้ามาในระบบมีไม่มากนักคือ กลุ่มลูกหนี้นอกระบบส่วนใหญ่ยังคงเลือกที่จะกู้ยืมเงินจากเจ้าหนี้นอกระบบ เนื่องจากมีความคุ้นเคยกันทำให้สามารถกู้ยืมเงินได้ง่ายและไม่มีขั้นตอนที่ยุ่งยากเหมือนกับการกู้ยืมเงินในระบบแม้จะต้องเผชิญกับอัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มลูกหนี้นอกระบบที่เลือกที่จะเข้ามากู้ในระบบ แต่หากเป็นเพียงการกู้เงินเพื่อที่จะนำไปใช้ชำระหนี้นอกระบบเพียงอย่างเดียวแทนที่จะนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ สุดท้ายเงินที่ได้มาก็จะหมดไปและต้องหันไปพึ่งหนี้นอกระบบอีกครั้ง สำหรับกลุ่มที่ 2 คือ กลุ่มลูกหนี้ที่อยู่ในระบบสถาบันการเงินแต่จัดอยู่ในชั้นสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention: SM) คือ ลูกหนี้ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้เกินกว่า 30 วันแต่ไม่เกิน 90 วัน (รูปที่ 4) ซึ่งกลุ่มนี้มีความต้องการเงินเพื่อนำไปใช้ในการหมุนหนี้ที่ตนมีอยู่ในที่ระบบเพื่อไม่ให้เสียเครดิตบูโรจนไม่สามารถที่จะกู้ยืมจากสถาบันการเงินในระบบได้อีก ปัจจุบันยอดหนี้ของลูกหนี้ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มียอดสินเชื่อ ณ ปลายปี 2557 ราว 32,700 ล้านบาท โดยอีไอซีคาดว่าลูกหนี้กลุ่มนี้จะเข้ามาอยู่ในโครงการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ประมาณ 10,000 ล้านบาทหรือคิดเป็นราว 30% ของปริมาณสินเชื่อที่กล่าวถึงเป็นพิเศษ โดยลูกหนี้กลุ่มนี้น่าจะเข้ามาขอสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์แทนการไปกู้นอกระบบเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนาโนไฟแนนซ์สูงศักดิ์สุดที่ร้อยละ 36 ต่อปีนั้นถือว่าต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยของหนี้นอกระบบมาก อย่างไรก็ดี การจะขจัดปัญหาหนี้นอกระบบให้เห็นเป็นรูปธรรมยังคงต้องใช้เวลา เนื่องจากปัญหาหนี้นอกระบบเป็นปัญหาที่เรื้อรังมานาน แม้มาตรการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์จะสามารถเข้ามาช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวแต่ยังมีเงื่อนไขที่จะบรรลุผลอยู่พอสมควร อีไอซีมองว่าการปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ยังต้องขึ้นอยู่กับผู้ประกอบงานที่จะเข้ามาให้บริการ ซึ่งจะทำอุปถัมภ์สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เสวยพระชาติในอัตราที่ไม่สูงนักเนื่องจาก 1) จากผู้ประกอบการหลายรายที่ได้แสดงความสนใจยื่นขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์จาก ธปท. ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายเล็ก (รูปที่ 5) และผู้ประกอบการต่างตระหนักว่าการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงที่ผู้กู้จะผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้นเพื่อเป็นการจำกัดความเสี่ยงของตน คาดว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่น่าจะเลือกปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มลูกค้าเดิมซึ่งเป็นกลุ่มที่ผู้ประกอบการมีความคุ้นเคยอยู่แล้วมากกว่า ก่อนจะเริ่มขยายการปล่อยสินเชื่อไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ 2) ผู้ประกอบการไม่มีความคุ้นเคยกับลูกหนี้รวมถึงไม่มีช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกหนี้ได้กว้างขวางเหมือนกับเจ้าหนี้นอกระบบ 3) มาตรการสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ แม้จะมีกระบวนการให้สินเชื่อที่ยืดหยุ่น แต่สินเชื่อดังกล่าวยังมีความเสี่ยงอยู่มากจากการที่ไม่มีหลักประกันการกู้ยืมให้กับผู้ปล่อยกู้ ซึ่งในทางปฏิบัติผู้ประกอบการน่าจะมีวิธีการพิจารณาการให้สินเชื่อโดยตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างเข้มงวด ส่งผลให้การเข้าถึงสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ของประชาชนยังเป็นไปได้ยากอยู่ดี ดังนั้นเมื่อพิจารณาปัจจัยทั้ง 3 จะเห็นว่า การเคลื่อนย้ายของหนี้นอกระบบเข้ามาสู่ในระบบนั้นคงเป็นไปอย่างช้าๆ ทั้งนี้ การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง ต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติม เช่น การส่งเสริมความรู้ในเรื่องการออมและการวางแผนการเงินส่วนบุคคลที่ถูกต้องให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น การติดตามแก้ไขพฤติกรรมลูกหนี้หลังจากได้รับความช่วยเหลือเพื่อไม่ให้กลับไปเป็นหนี้ใหม่อีกครั้ง และที่สำคัญคือการส่งเสริมการประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนอย่างยั่งยืน สำหรับประชาชน สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เป็นทางเลือกให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้นกว่าสินเชื่อส่วนบุคคล และมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเงินกู้นอกระบบ (รูปที่ 3) อย่างไรก็ตาม การก่อหนี้ใหม่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของตน รวมถึงต้องมีวินัยทางการเงิน รู้จักวางแผนการใช้จ่ายเงินให้เหมาะสม ไม่ใช้จ่ายเกินตัว สำหรับแนวทางการแก้ไขในระยะยาวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน รวมถึงธนาคารต่างๆ ของรัฐ ควรเข้าไปให้ความรู้กับประชาชนในเรื่องการประกอบอาชีพ รวมถึงความรู้ในเรื่องการเงิน โดยจะต้องมีความเป็นรูปธรรมให้เขาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องกลับไปเป็นหนี้นอกระบบอีก สำหรับผู้ประกอบการ สินเชื่อนาโนไฟแนนซ์เป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการในกลุ่มลีสซิ่งและสินเชื่อส่วนบุคคล อีไอซีมองว่าผู้ประกอบการธุรกิจลีสซิ่งน่าจะมีความได้รับเปรียบในงานประกอบธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ เกี่ยวพันจากมีกลุ่มฐานลูกค้าเดิมเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยอยู่แล้ว อีกทั้งมีประสบการณ์และมีความคุ้นเคยกับกลุ่มลูกหนี้มาก่อน ดังนั้นการจะขยายฐานลูกค้าเข้าสู่กลุ่มลูกค้าใหม่น่าจะทำได้ง่ายกว่า เพราะมีประสบการณ์ในการคัดเลือกลูกค้า คุ้นเคยกับกลุ่มเป้าหมาย และมีระบบการบริหารความเสี่ยงที่ดี ส่วนด้านผู้ประกอบการสินเชื่อส่วนบุคคลน่าจะเป็นกลุ่มที่มีความได้เปรียบในเรื่องช่องทางการเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีช่องด้านการเข้าถึงลูกค้าจำนวนมากและครอบคลุมทั่วทั้งประเทศ อีกทั้งยังมีความชำนาญในการประกอบธุรกิจการให้สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันมาก่อน ร่วมถึงวิธีการติดตามทวงถามหนี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบงานที่สำคัญของการประกอบธุรกิจสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์


คลังเผยธปท.ชงอีก1บริษัทผ่านเกณฑ์นาโนไฟแนนซ์



นาโนไฟแนนซ์


รักนะเป็ดโง่

  • May 22, 2015 at 3:17 am


‘จีเอ็มเอ็ม ทีวี‘ จับมือ ‘แจ่มใส‘ บวงสรวงซีรีส์ “รักนะเป็ดโง่“




รักนะเป็ดโง่

ugly duckling series
ได้ฤกษ์บวงสรวงกันไปแล้ว สำหรับซีรีส์ “รักนะเป็ดโง่” จากนวนิยายวัยรุ่นที่ขายดีที่สุดในยุคนี้ ที่ “จีเอ็มเอ็ม ทีวี” จับมือกับสำนักพิมพ์ “แจ่มใส” นำมาขนถ่ายทอดลงจอให้คนดูได้รับจิกหมอนฟินเว่อร์กันสุดๆ เพราะทีมนักแสดงวัยรุ่นสุดฮอต “พุฒ พุฒิชัย, ฌอห์ณ จินดาโชติ, เอสเธอร์-สุปรีย์ลีลา, เม้าส์ ณัชชา, นิกกี้ ณฉัตร, เมฆ จิรกิตติ์, มายด์ วิรพร, มุก วรนิษฐ์, นีร สุวรรณมาศ” และผู้บริหาร “พี่ถา-สถาพร พานิชรักษาพงศ์” พร้อมผู้กำกับ “ฉัตรแก้ว สุศิวะ” และเจ้าของบทประพันธ์ may112, มิลค์พลัส, เจ้าปลาน้อย, แสตมป์เบอรี่ 4 เรื่องราว 4 ความรัก ของ 4 ลูกเป็ด และ 4 ชายในฝัน “PERFECT MATCH, PITY GIRL, DON’T, BOY’S PARADISE” ที่ ด้านหน้าอาคารจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ เพลส ท่ามกลางสื่อมวลชนทุกแขนง และบรรดาแฟนคลับที่มาเป็นกำลังใจให้อย่างคับคั่ง

“พุฒ” ตัวแทนนักแสดง เผยว่า “สำหรับ “รักนะเป็ดโง่” พูดถึงสาวๆ ที่กอบด้วยข้อพบพร่องต่างกัน แต่หนุ่มๆ ก็มองข้ามไป ซีรีส์ต้องงานนำเสนอว่าอย่าตัดสินคนจากเวลานอก รูปร่าง หน้าตา หน้าที่การงาน แต่ให้เรียนรู้ที่ตัวตนคนนั้นมากกว่าครับ เป็นนวนิยายที่มีแฟนๆ รู้จักกันอย่างดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะเด็กมัธยม เด็กมหาวิทยาลัย รู้จักเยอะ แต่จากตอนจะมีแม่เหล็กดึงดูดคนดูอุปถัมภ์ติดตาม นักแสดงทุกคนจักมีคาแร็กเตอร์ตรงตามในนิยายอยู่ต่อจากนั้น เมษายนนี้ ต้อนรับขับสู้ได้ดูกันแน่นอนครับ”

ติดตามชมเรื่องราวของลูกเป็ดขี้เหร่ที่กำลังจะมีความรัก ในซีรีส์วัยรุ่นฟินเว่อร์แห่งปี “รักนะเป็ดโง่” นิมนต์จิกหมอนพร้อมทั้งกัน เมษายนนี้ ทุกวันอาทิตย์ เวลา 20.00-21.00 ทางจีเอ็มเอ็ม แชนแนล โพรงดิจิตัลหมายเลข 25 และเคเบิ้ลดาวเทียมหมายเลข 35 หรือกล่อง GMM Z ช่อง 4 และอัพเดททุกความเคลื่อนไหวได้ที่ www.facebook.com/uglyducklingseries และ Instagram@ uglyducklingseries

ซีรีส์ รักนะเป็ดโง่ #uglyducklingseries

รัดเกล้า อีแย้ม

  • May 21, 2015 at 5:46 am


รัดเกล้า อามระดิษ


อีแย้ม

โอปอล์ หมอโอ๊ค

  • May 21, 2015 at 5:35 am


โอปอล์ หมอโอ๊ค เปิดใจ!! เซอร์ไพรส์ได้ลูกแฝด



โอปอล์ ท้อง



ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันมาได้ปีกว่า ในที่สุดคุณหมอหนุ่มรูปหล่อ “โอ๊ค สมิทธ์ อารยะสกุล” ก็ได้ร้องเฮดังๆ กับเขาซะที หลังทราบข่าวดีว่าตอนนี้ภรรยาสาวสุดมั่น “โอปอล์ ปาณิสรา” กำลังตั้งครรภ์ได้กว่า 2 เดือนแล้ว!!

ซึ่งล่าสุดขณะที่ หมอโอ๊ค และ โอปอล์ เดินทางมาร่วมงานแถลงข่าว “แอมบิเพอร์ มูดเธอราพี่ คอลเล็กชั่น” ทั้งคู่ได้ถือโอกาสเปิดใจถึงวินาทีสำคัญให้บรรดาสื่อฟังว่า…

ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับเรื่องลูก ?
โอปอล์ – “จริงๆ เรารู้มาสักระยะแล้วนะคะ และก็อยากบอกทุกคนมากๆ แต่สาเหตุที่ยังบอกในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ เป็นเพราะว่ามันมีขั้นตอนหลายอย่างที่คุณหมอต้องเช็คให้ชัวร์ก่อน เนื่องจากช่วงเวลาตรงนี้มันเป็นอะไรที่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้”

เห็นว่าได้ลูกแฝดด้วย ?
โอปอล์ – “ใช่ค่ะ แต่คุณหมอบอกว่าอย่าเพิ่งบอกใครเพราะเขาอยากให้มันถึง 16 สัปดาห์ก่อนแล้วค่อยบอก”
หมอโอ๊ค – “เรื่องนี้ผมค่อนข้างกังวลมาก เพราะเราต้องลุ้นไงครับว่าเขาจะอยู่กับหรือไม่อยู่กับเรา”
โอปอล์ – “แต่ใจโอปอล์รู้สึกว่ามันเป็นข่าวดีไงคะเลยไม่อยากปิด (หัวเราะ) เพราะมันคืออะไรที่มหัศจรรย์มาก โอปอล์ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเขามาเป็นคู่ และที่สำคัญก่อนหน้านี้ตัวโอปอล์เองก็เคยร่างพังเพราะติดเชื้อในกระแสโลหิตด้วย”

ตอนนี้คุณหมอคอนเฟิร์มแล้วใช่ไหมว่าน้องแข็งแรงทั้งคู่ ?
โอปอล์ – “คุณหมอบอกว่าเป็นเด็กที่สมบูรณ์แข็งแรงทั้งสองคน หัวใจเต้นปกติทั้งคู่”

คุณแม่เริ่มมีอาการแพ้ท้องบ้างหรือยัง ?
โอปอล์ – “แพ้รุนแรงมากค่ะ ความรู้สึกมันเหมือนคนเมาแล้วแฮงค์ แต่นี่คือแฮงค์ทั้งวันนะคะ (หัวเราะ) เรื่องน้ำหนักไม่ต้องพูดถึง ขึ้นดีมากๆ กินทุเรียนทุกวันเลยค่ะ แฮปปี้”

พี่โอ๊คมีอาการแพ้ท้องแทนภรรยาบ้างไหม ?
หมอโอ๊ค – “จริงๆ เรื่องนี้ผมท้วงติงกับหมอท่านอื่นบ่อยมากเลยนะ เพราะผมไม่เชื่อ แต่พอเจอเข้ากับตัวถึงได้รู้ครับว่า เออมันมีอยู่จริงนะ”

คิดชื่อไว้ให้น้องทั้งสองคนแล้วหรือยัง ?
โอปอล์ – “คือทาบกิ่งนี้ยังไม่ทราบเพศน้องไงคะ เลยเรียกเขาว่า กล้วย ก้อย ไปก่อน (หัวเราะ) อันนี้ชื่อสมมุตินะคะ ไว้รู้เพศเมื่อไหร่ค่อยคิดกันอีกที”

พี่โอ๊ครู้สึกชนะเลยไหมในที่สุดก็สำเร็จแล้ว ?
หมอโอ๊ค – “ดีใจครับ เพราะมันคือสิ่งที่เราทั้งคู่รอคอย (ยิ้ม)”

หลังจากนี้งานในวงการของพี่โอปอล์จะต้องค่อยๆ เบรคลงหรือว่าเปล่า ?
โอปอล์ – “งานอีเว้นท์ไม่น่าจะรับสารภาพไหวค่ะ เพราะเราท้องแฝดไงเลยต้องกินเวลาพักผ่อนเยอะๆ ส่วนงานพิธีกรถ้าวันไหนรู้ร่างกายไม่โอเคจริงๆ ก็มีจะพิธีก่อนท่านอื่นช่วยแสตนบายให้ น่ารักมากๆ เลยค่ะ”

เพื่อนๆ ในวงการเป็นยังไงบ้าง เข้ามาแสดงเรื่องยินดีเยอะไหม ?
โอปอล์ – “ทุกคนแฮปปี้ ทุกคนดีใจมาก”
หมอโอ๊ค – “ตอนนี้เขาได้เข้ากลุ่มใหม่แล้วครับ เพราะล่าสุดเห็นว่ามีประดาคุณแม่ๆ โทรมาหาเขาบอกว่าสมมุติต้องการความช่วยเหลืออะไรให้บอกนะ (หัวเราะ)”

พี่โอ๊คต้องดูแลอะไรภรรยาเป็นพิเศษบ้างหรือเปล่า ?
หมอโอ๊ค – “คือผมก็มีไปถามเพื่อนๆ ที่เป็นหมอนะครับว่าจะต้องดูแลเขายังไงบ้าง รวมไปถึงเรื่องวิตามินก็หามาให้เขาทานเหมือนกัน”
โอปอล์ – “พี่โอ๊คเขาดูแลโอปอล์ดีมากค่ะ ทั้งก่อนท้องและหลังท้อง แต่ว่าว่าตอนท้องจะโชคดีตรงที่สามารถกินทุเรียนได้ ก่อนนอนก็กินได้ (หัวเราะ) ดีใจมากค่ะ”

ติดตามข่าว โอปอล์ หมอโอ๊คได้ที่นี่

Plugin from the creators ofBrindes Personalizados :: More at PlulzWordpress Plugins